ขนาดตัวอักษร
=
+
++
» » ทุนไทยในเขมรหวาดเสียว!

ทุนไทยในเขมรหวาดเสียว!

โพสต์เมื่อ วันที่ 07 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09:17 น.

ภาคเอกชนวอนรัฐเร่งยุติปัญหาขัดแย้ง ไทย-เขมร โดยเร็วที่สุด หวั่นตลาดการค้า-ลงทุน 5 หมื่นล้านสะเทือนหากยืดเยื้อ แถมคู่แข่งสิงคโปร์-มาเลย์จ้องแย่งซีน วอนรัฐอย่าเรียกทูตพาณิชย์ อุปทูตกลับเพิ่มอีก พร้อมหามาตรการรับมือหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา ว่า ธปท.ประเมินว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากนักเพราะเป็นเรื่องที่ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีกันมายาวนาน แล้วและปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลเท่านั้น ในส่วนของภาคประชาชนยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน "ไม่เชื่อว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชาซึ่งในรายละเอียดลึกๆ ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้"

นายนะเพ็งพาแสง กฤษณามาระ รองผู้จัดการใหญ่สายบริหารการขายและบริการ ในฐานะประธานกรรมการธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคาร ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้น 100% ในกัมพูชาเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดวานนี้ (6 พ.ย.) ยังไม่เห็นมีสัญญาณของการเบิกถอนเงินสดในวงเงินสูงๆ ดังนั้น จึงยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ธนาคารก็มีแผนฉุกเฉินรองรับเอาไว้แล้ว เผื่อกรณีมีปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ ทันท่วงที "ผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการธนาคารให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับแรก เราจึงได้มีมาตรการต่างๆ รองรับเอาไว้แล้ว หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็นำมาใช้ได้เลย"

ปัจจุบันธนาคารมีพนักงานที่เป็นคนไทย 11 คน มีพนักงานท้องถิ่นอีก 60 คน โดยประจำอยู่ ทั้งหมด 4 สาขาด้วยกัน ธนาคารมีทรัพย์สินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เปิดให้บริการมาแล้วกว่า 12 ปี ปัจจุบันถึงจุดคุ้มทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว "หากให้ประเมินสถานการณ์ภาคเอกชนไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้แน่นอน ก็หวังว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านพ้นไปด้วยดี และกลับมาสู่ภาวะปกติได้เหมือนเดิม"

วอนรัฐอย่างัดมาตรการรุนแรงเพิ่ม

นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ตนเข้าไปลงทุนทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริษัททัวร์ในกัมพูชา ซึ่งได้ลงทุนไปแล้ว ประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะนี้นักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในกัมพูชา ได้แต่ติดตามสถานการณ์การแก้ปัญหาของ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งประชาชนและนักธุรกิจกัมพูชายังปกติ และไม่ได้ขัดแย้งกับคนไทยในกัมพูชา จึงเห็นว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลทั้ง 2 ประเทศที่จะต้องหารือทางการทูต และเมื่อรัฐบาลเรียกเอกอัครราชทูตกลับมาแล้ว ไม่ควรที่จะเรียกเจ้าหน้าที่การทูตอื่นรอบ 2 เช่น อุปทูต ทูตพาณิชย์ ทูตทหาร ซึ่งถ้ามีการเรียกเจ้าหน้าที่การทูตอีกรอบ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแย่ลงอีก นายทวีกิจกล่าวยอมรับว่าภาคเอกชนเป็นห่วง และไม่ต้องการให้ปัญหาบานปลายถึงขั้นปิดพรมแดน หรือเรียกคนไทยกลับประเทศ เพราะการลงทุนในกัมพูชาเมื่อลงทุนไปแล้ว จะไม่สามารถขนทุนกลับมาไทยได้ทันที ซึ่งถ้าเกิดปัญหาในกัมพูชาขึ้นมา คงต้องมอบหมายให้ผู้ร่วมถือหุ้นที่เป็นนักธุรกิจกัมพูชาช่วยดูแลไปก่อน โดยภาคเอกชนเชื่อว่าจะไม่เกิดความรุนแรงกับคนไทยในกัมพูชา เพราะเจ้าหน้าที่กัมพูชาดูแลอย่างเข้มงวด ต่างจากเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้